
มะเร็งเป็นโรคที่สร้างความวิตกกังวลให้กับผู้คนจำนวนมาก และคำถามที่พบบ่อยที่สุดประการหนึ่งคือ “มะเร็งสืบทอดทางพันธุกรรมได้จริงหรือไม่?” คำตอบคือ “จริง…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด” ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งและพันธุกรรมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วยให้เราสามารถประเมินความเสี่ยงและวางแผนการป้องกันได้อย่างเหมาะสม
ความจริงเกี่ยวกับมะเร็งกับพันธุกรรม
มะเร็งเป็นโรคทางพันธุกรรม (genetic disease) กล่าวคือ จุดเริ่มต้นของมะเร็งคือการเปลี่ยนแปลงหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสารพันธุกรรม (DNA) ภายในเซลล์ ซึ่งนำไปสู่การควบคุมการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติ ทว่า การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเหล่านี้แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งส่งผลต่อการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแตกต่างกัน:
1. มะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Hereditary Cancer): ส่วนน้อยแต่ความเสี่ยงสูง
มะเร็งประเภทนี้เกิดจากความผิดปกติ (การกลายพันธุ์หรือ mutation) ของยีนที่ได้รับสืบทอดมาจากพ่อหรือแม่ ยีนที่ผิดปกตินี้จะอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกายตั้งแต่เกิด และสามารถส่งต่อไปยังลูกหลานได้ มะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 5% ถึง 10% ของมะเร็งทั้งหมด
- กลไกการถ่ายทอด: บุคคลที่ได้รับยีนผิดปกติมาหนึ่งชุด (จากพ่อหรือแม่) จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไปมาก เนื่องจากเซลล์ของเขามี “ความผิดปกติแรก” อยู่แล้วตั้งแต่ต้น ทำให้ต้องการการกลายพันธุ์เพิ่มเติมอีกเพียงเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
- กลุ่มอาการมะเร็งทางพันธุกรรม (Hereditary Cancer Syndromes): เป็นกลุ่มอาการที่ความผิดปกติของยีนหนึ่งตัวเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิดหรือเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย เช่น
- ยีน และ : เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่, มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งตับอ่อน
- Lynch Syndrome: เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก และมะเร็งชนิดอื่น ๆ
- ยีน : เพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม, มะเร็งไทรอยด์ และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (Cowden Syndrome)
2. มะเร็งที่เกิดขึ้นภายหลัง (Sporadic Cancer หรือ Acquired Cancer): ส่วนใหญ่**
มะเร็งส่วนใหญ่ (กว่า 90%) ไม่ได้เกิดจากการสืบทอดยีนผิดปกติมาตั้งแต่เกิด แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดขึ้นเองในเซลล์ใดเซลล์หนึ่งในช่วงชีวิต เนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น
- ปัจจัยภายนอก (สิ่งแวดล้อม): การสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น ควันบุหรี่, แสงแดด (รังสี UV), มลภาวะ
- ความผิดพลาดโดยบังเอิญ: ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์ ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น
ใครบ้างที่ควรสงสัยว่ามีความเสี่ยงทางพันธุกรรม?
แม้ว่ามะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจะเป็นส่วนน้อย แต่การรู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่นั้นสำคัญมาก หากคุณหรือคนในครอบครัวมีประวัติเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจคัดกรองหรือการตรวจยีน
- มีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่น้อง ลูก) หลายคนเป็นมะเร็งชนิดเดียวกันหรือหลายชนิด
- มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุน้อย (โดยทั่วไปก่อนอายุ 50 ปี เช่น มะเร็งเต้านมก่อนวัย 50)
- บุคคลที่เป็นมะเร็งหลายตำแหน่ง เช่น เป็นมะเร็งเต้านมทั้งสองข้าง หรือเป็นมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางพันธุกรรม
- เพศชายเป็นมะเร็งเต้านม (ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้ยากในเพศชาย)
- ตรวจพบยีนผิดปกติ ที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็ง เช่น ยีน
/
(หากมีญาติที่ตรวจพบ)
รู้ก่อน…ป้องกันได้
การมี “ยีนก่อมะเร็ง” ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นมะเร็งแน่นอน 100% แต่หมายถึงคุณมีความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การทราบความเสี่ยงคืออาวุธสำคัญในการป้องกัน หากตรวจพบว่ามียีนผิดปกติ แพทย์จะแนะนำมาตรการป้องกันเฉพาะบุคคล (Precision Prevention) ที่เข้มข้นกว่าคนทั่วไป ซึ่งอาจรวมถึง:
- การเฝ้าระวังที่เข้มงวดและบ่อยขึ้น: เช่น การทำแมมโมแกรมและ MRI เต้านมสลับกันถี่กว่าปกติ, การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ตั้งแต่อายุน้อย
- การใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยง: ในมะเร็งบางชนิด
- การผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยง: เช่น การผ่าตัดเต้านมหรือรังไข่ออกก่อนเกิดโรคในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาก (เช่น การกลายพันธุ์ของยีน
)
สรุป
มะเร็งส่วนใหญ่มิได้สืบทอด แต่เกิดจากการกลายพันธุ์ที่สะสมในช่วงชีวิต ทว่า มะเร็งบางชนิดที่มีประวัติชัดเจนในครอบครัวสามารถสืบทอดความเสี่ยงผ่านยีนได้จริง การทำความเข้าใจประวัติสุขภาพของครอบครัวและการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมมะเร็ง จึงเป็นก้าวสำคัญที่สุดในการประเมินความเสี่ยงและวางแผนดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงโรคร้ายนี้
